skip to Main Content
บริษัท วรรณกานต์ เมดิคอล จำกัด : Tel 02-301-0425 / 064-393-6624 / 085-210-9055 / LINE : @WNmedical
คุณหมอผู้ดูแลกำลังพลิกตัวผู้ป่วยเพื่อป้องกันแผลกดทับ

วิธีรักษาแผลกดทับ และแนวทางป้องกันสำหรับผู้ป่วยติดเตียง

สาระสำคัญ
การป้องกันและดูแลแผลกดทับให้ได้ผลดี จำเป็นต้องอาศัยทั้งวินัยในการดูแลที่สม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยหัวใจสำคัญคือการลดแรงกดทับด้วยการพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง การรักษาความสะอาดผิวหนังเพื่อลดความเปียกชื้น และการเสริมโภชนาการประเภทโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ การเลือกใช้เตียงผู้ป่วยไฟฟ้าที่มีมาตรฐานยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้การจัดท่าทางเป็นไปอย่างนุ่มนวล ลดแรงเฉือน และช่วยผ่อนแรงผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วย

Table of Content

แผลกดทับ คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญแรงกดทับอย่างต่อเนื่องจนเนื้อเยื่อเริ่มเสียหาย ซึ่งหากปล่อยปละละเลย จากเพียงรอยแดงเล็ก ๆ ก็อาจลุกลามเป็นแผลลึกที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงที่มีผิวหนังบอบบางและระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีนัก

ดังนั้น ผู้ดูแลจึงต้องหมั่นสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม พร้อมเรียนรู้วิธีลดแรงกดอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยกระจายน้ำหนักที่เหมาะสม เพื่อยกระดับการดูแลให้ปลอดภัยและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

ทำความเข้าใจ แผลกดทับคืออะไร ?

แผลกดทับ (Pressure Ulcer) คือการบาดเจ็บของผิวหนังและเนื้อเยื่อที่เกิดจากแรงกดทับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเข้าไปปิดกั้นหลอดเลือดฝอยและขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นขาดทั้งออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น
หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป เซลล์จะเริ่มอักเสบ เสื่อมสภาพ และตายลงในที่สุด จนกลายเป็นบาดแผลลึกที่ยากต่อการรักษา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

สาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแผลกดทับ

แผลกดทับมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ดังนี้

  • แรงกดทับ (Pressure) : ปัจจัยหลักที่เกิดจากการนอนหรือนั่งทับบริเวณปุ่มกระดูกเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนไปขัดขวางการไหลเวียนของกระแสเลือดในบริเวณนั้น
  • แรงเสียดสี (Friction) : มักเกิดจากการไถลตัวบนที่นอน หรือกระบวนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ขาดความระมัดระวัง จนทำให้ผิวหนังชั้นนอกเสียดสีกับพื้นผิวสัมผัสและเกิดการถลอกได้ง่าย
  • ความเปียกชื้น (Moisture) : ความอับชื้นที่สะสมจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระ จะส่งผลให้ผิวหนังอ่อนแอและเปื่อยยุ่ย ซึ่งลดทอนความทนทานของเนื้อเยื่อจนทำให้เกิดการฉีกขาดได้ง่ายกว่าปกติ

ใครเสี่ยงเป็นแผลกดทับมากที่สุด ?

แม้แผลกดทับจะเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ต้องนอนหรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน แต่บุคคลบางกลุ่มมีความเปราะบางมากกว่าปกติ และจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว : กลุ่มที่ไม่สามารถพลิกตัวหรือปรับเปลี่ยนท่าทางได้เอง ทำให้ร่างกายบางจุดต้องรับน้ำหนักต่อเนื่องจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
  • ผู้สูงอายุ : วัยที่เพิ่มขึ้น ผิวหนังจะเริ่มบางลงและขาดความยืดหยุ่น อีกทั้งชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่ช่วยรองรับแรงกดจะลดน้อยลงตามกลไกธรรมชาติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง : โดยเฉพาะโรคเบาหวานหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือด ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดและการซ่อมแซมบาดแผลลดน้อยลง
  • ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร : ร่างกายที่ซูบผอมจะขาดมวลกล้ามเนื้อและไขมันที่ช่วยกระจายแรงกด ทำให้ปุ่มกระดูกสัมผัสกับพื้นผิวที่นอนโดยตรงและเกิดแผลได้ง่ายขึ้น

5 ระดับของแผลกดทับ เข้าใจเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง

เพื่อให้การรับมือเป็นไปอย่างแม่นยำ คุณสามารถสังเกตความรุนแรงของแผลกดทับที่แบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 5 ระดับ ดังนี้

  • ระดับ 1 ผิวหนังยังไม่มีการฉีกขาดแต่ปรากฏรอยแดงเข้ม ซึ่งรอยแดงนี้จะไม่ซีดจางลงแม้จะหยุดกดทับแล้ว ถือเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกที่ชัดเจนที่สุด
  • ระดับ 2 เริ่มมีการสูญเสียผิวหนังชั้นนอก โดยอาจเห็นเป็นแผลถลอกตื้น ๆ หรือมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นในบริเวณที่ถูกกดทับ
  • ระดับ 3 แผลลึกลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้เริ่มเห็นลักษณะเป็นหลุมชัดเจนขึ้น แต่ความลึกนั้นยังไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ
  • ระดับ 4 เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด โดยแผลจะลึกจนมองเห็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูกอย่างชัดเจน ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย
  • ระดับ 5 Deep Tissue Injury ผิวหนังภายนอกอาจยังดูเรียบดีแต่มีสีม่วงคล้ำหรือแดงเข้ม บ่งบอกว่ามีการบาดเจ็บรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในเนื้อเยื่อชั้นลึก

วิธีการรักษาแผลกดทับให้หายไว ไม่ลุกลาม

หัวใจสำคัญของการป้องกันและรักษาแผลกดทับไม่ให้ลุกลาม คือการสร้างวินัยในการดูแลที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

จัดการแรงกดด้วยการเปลี่ยนท่านอน

สำหรับวิธีรักษาแผลกดทับระยะแรก ควรพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนจุดรับน้ำหนักและเปิดโอกาสให้เลือดกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติ โดยทุกครั้งที่พลิกตัวควรทำอย่างนุ่มนวลเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังเสียดสีกับที่นอนจนเกิดแผลถลอก

เลือกใช้อุปกรณ์รองหนุนกระจายน้ำหนัก

นอกจากการพลิกตัวแล้ว ควรใช้หมอนนุ่มหรืออุปกรณ์ช่วยกระจายน้ำหนักวางรองบริเวณจุดเสี่ยง เช่น ปุ่มกระดูกสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม หรือข้อศอก เพื่อลดแรงกดทับโดยตรง และป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับพื้นผิวที่แข็งกระด้างนานเกินไป

ดูแลความสะอาดและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง

หมั่นตรวจสอบผิวหนังให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายซึ่งเป็นตัวเร่งให้แผลลุกลามได้ง่าย พร้อมทั้งทาโลชั่นบำรุงผิวเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น

จัดท่าทางที่เหมาะสมเพื่อลดแรงเฉือน

หลีกเลี่ยงการปรับหัวเตียงสูงเกินความจำเป็น (ไม่ควรเกิน 30 องศาเป็นเวลานาน) เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวผู้ป่วยไถลลงมา ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงเฉือนที่ชั้นเนื้อเยื่อบริเวณก้นกบ อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผลในระยะยาว

ส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสม

การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ รวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์ผิวหนัง และเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายให้ฟื้นตัวได้ไวขึ้น

ทำไมเตียงผู้ป่วยไฟฟ้าถึงช่วยลดแผลกดทับได้ ?

จากแนวทางการดูแลแผลกดทับข้างต้น จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญคือการลดแรงกดและการจัดท่าทางที่ถูกต้อง ซึ่งการใช้เตียงผู้ป่วยสำหรับใช้ที่บ้านเข้ามาเป็นตัวช่วย จะทำให้การดูแลทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนุ่มนวลขึ้น

ปรับระดับได้อย่างอิสระ

เตียงไฟฟ้าสามารถปรับระดับส่วนหลัง ส่วนขา และความสูง-ต่ำได้อย่างอิสระ จึงช่วยให้ผู้ดูแลจัดท่าทางเพื่อกระจายน้ำหนักได้บ่อยครั้งตามหลักสรีระ โดยไม่สร้างความบอบช้ำหรือความเจ็บปวดแก่ร่างกายผู้ป่วย

ลดแรงเฉือนและแรงเสียดสี

ระบบการปรับท่าที่นุ่มนวลช่วยลดแรงฉุดลากขณะพลิกตัวหรือขยับร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวหนังถลอก นอกจากนี้ ยังช่วยควบคุมองศาการยกหัวเตียงให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยไถลลงมาจนเกิดแรงเฉือนบริเวณก้นกบ

ผ่อนแรงผู้ดูแลและเพิ่มความปลอดภัย

การปรับท่าด้วยระบบไฟฟ้าจะช่วยให้ผู้ดูแลจัดการเรื่องท่านอน การทำความสะอาด และการประคองเพื่อรับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการเคลื่อนย้ายผิดวิธี ทั้งยังช่วยให้การดูแลความสะอาดผิวหนังในจุดที่เข้าถึงยากทำได้ทั่วถึง

ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุข หลังใช้เตียงผู้ป่วยไฟฟ้าแล้วไม่เกิดแผลกดทับ

ยกระดับการดูแลให้ปลอดภัยและมีคุณภาพยิ่งขึ้นในทุกวัน

สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาเตียงคนป่วยไฟฟ้าคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับที่นอนป้องกันแผลกดทับโดยเฉพาะ Wannakarn Medical พร้อมให้คำแนะนำและจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับทั้งงบประมาณและการใช้งานจริงของคุณ

เรามีสินค้าให้เลือกสรรมากมายเพื่อตอบโจทย์ทุกการดูแล ไม่ว่าจะเป็นเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า เตียงตรวจภายใน รถเข็นผู้ป่วย เครื่องวัดความดันโลหิต ปรอทวัดไข้ เครื่องดูดเสมหะ ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดอื่น ๆ เพื่อให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

สนใจสั่งซื้อสินค้าหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีดูแลผู้ป่วยติดเตียงเพื่อป้องกันแผลกดทับ ติดต่อเราได้ที่

โทร: 02-301-0425, 064-393-6624, 085-210-9055

LINE Official Account: @WNmedical (มี @ นำหน้า)

ข้อมูลอ้างอิงPressure Ulcer (Bedsore) Stages. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569. จาก https://www.healthline.com/health/stages-of-pressure-ulcers.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลแผลกดทับ (FAQs)

Q: หากพบรอยแดงเริ่มแรก (ระดับ 1) ควรนวดคลึงเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นหรือไม่ ?

A: ห้ามนวดคลึงบริเวณรอยแดงโดยเด็ดขาด เนื่องจากเนื้อเยื่อชั้นล่างกำลังบอบช้ำ การนวดจะยิ่งทำให้หลอดเลือดฝอยฉีกขาดและแผลลุกลามเร็วขึ้น วิธีที่ถูกต้องคือการพลิกตัวเลี่ยงการกดทับจุดนั้นทันที

Q: การใช้ที่นอนลม สามารถทดแทนการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงได้หรือไม่ ?

A: ไม่ได้ ที่นอนลมเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมช่วยกระจายแรงกดทับเท่านั้น แต่การพลิกตะแคงตัวยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุก 2 ชั่วโมง เพื่อระบายความร้อนและความชื้นสะสมใต้ผิวหนัง

Q: อาหารประเภทโปรตีนช่วยให้แผลกดทับหายเร็วขึ้นจริงไหม ?

A: จริง โปรตีนคือสารอาหารหลักในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างเซลล์ใหม่ ผู้ป่วยที่มีแผลกดทับจึงควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้แผลสมานตัวได้ไวขึ้นและป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อลีบ

Q: สังเกตอย่างไรว่าแผลกดทับเริ่มมีการติดเชื้อรุนแรง ?

A: สังเกตสัญญาณเตือน เช่น แผลมีกลิ่นเหม็น มีหนองไหล ผิวหนังรอบแผลบวมแดงและร้อนผิดปกติ หรือผู้ป่วยเริ่มมีไข้หนาวสั่น หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด

Q: แผลกดทับสามารถเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นนอกจากแผ่นหลังและสะโพกได้หรือไม่ ?

A: เกิดขึ้นได้ทุกจุดที่ถูกกดทับ เช่น ใบหู (จากการกดทับสายออกซิเจน) ข้อศอก ตาตุ่ม หรือแม้แต่บริเวณที่สัมผัสกับสายสวนปัสสาวะและสายให้อาหาร ผู้ดูแลจึงควรหมั่นตรวจเช็กผิวหนังทุกส่วนของผู้ป่วยที่สัมผัสกับอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างทั่วถึง